การใช้เลือกใช้บัตรเครดิตเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามและที่ให้คุณได้มีการใช้จ่ายที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นบัตรที่สามารถใช้จ่ายหรือซื้อสินค้า ได้สะดวกสบายและเพื่อใช้จ่ายแทนเงินสด สามารถใช้ได้ตามจำนวนวงเงินบัตรที่อนุมัติ โดยไม่ต้องนำเงินสดออกมาเพื่อใช้จ่ายสินค้า เมื่อท่าน สมัครบัตร visa ยกตัวอย่างเช่นบัตรเครดิตยูโอบี วีซ่า ที่ให้ทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆมากมายแก่ผู้ที่ใช้หรือ สมัครบัตร visa กับทางธนาคารยูโอบี ซึ่งมีบัตรเครดิตยูโอบี วีซ่ามีให้เลือกทั้งบัตรหลัก (โกลด์) และบัตรเสริม (คลาสสิก) และมีสิทธิประโยชน์จากบัตรต่างๆ กันไป
-ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี สำหรับผู้ที่ สมัครบัตร visa ของธนาคารยูโอบีทั้งบัตรหลักและบัตรเสริมปีแรก และฟรีในปีถัดไป เพียงมียอดค่าใช้จ่ายผ่านบัตรคลาสสิกหรือบัตรโกลด์ปีละ 50,000 บาท
-รับวงเงินสินเชื่อสูงสุดถึง 350,000 บาท สำหรับบัตรโกลด์ และ 90,000 บาท สำหรับบัตรคลาสสิก
-ยูโอบี รีวอร์ด พลัส รายการสะสมคะแนนจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยูโอบี วีซ่า ทุก 25 บาท จะได้รับ 1 คะแนน ซึ่งสามารถนำคะแนนสะสมไปแลกของกำนัลฟรี หรือแลกซื้อสินค้าชั้นนำมากมาย อาทิ รายการท่องเที่ยว ตั๋วเครื่องบินไปกลับ ทั้งในและต่างประเทศ หรือแลกไมล์สะสม รอยัล ออร์คิด พลัส ของการบินไทย ในอัตรา 2.5 คะแนน 1 ไมล์
-เบิกเงินสดฉุกเฉินทั่วประเทศได้ ที่เคาน์เตอร์ธนาคารทุกธนาคารที่รับบัตรวีซ่า หรือมาสเตอร์ การ์ด หรือ เครื่อง ATM ทั่วประเทศ และทั่วโลก
-ยูโอบี โฟนแบงก์กิ้ง บริการสอบถามข้อมูล และทำรายการด้านบัตรเครดิตทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชม. โทร. 0-2285-1555
-สามารถเลือกชำระค่าใช้จ่ายผ่านระบบหักบัญชีเงินฝาก,ชำระผ่านตู้ ATM ธนาคารยูโอบี , ผ่านบริการ UOB CyberBanking ทาง uob.co.th หรือชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคารยูโอบี ทุกสาขาทั่วประเทศ ,ที่ทำการไปรษณีย์ (Pay at Post), ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ เคาร์เตอร์เซอวิส
-ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางและเป็นที่ยอมรับจากร้านค้า สถานบริการ ชั้นนำกว่า 120,000 แห่งทั่วไทย และกว่า 23 ล้านแห่งทั่วโลก
และนอกจากนี้ท่าน สมัครบัตร visa หรือบัตรเครดิตยูโอบี วีซ่า ของธนาคารยูโอบี เพียงมีเงินเดือน 20,000 บาทขึ้นไปก็สมัครบัตรเครดิตยูโอบี วีซ่า ได้แล้ว! ยอดชําระขั้นตํ่าเพียง 10% ของยอดเงินที่ใช้ หรือ 1,000 บาท (ยอดใดยอดหนึ่งที่สูงกว่า)
คุณสมบัติของผู้ สมัครบัตร visa ของทางธนาคารยูโอบี เช่นบัตรเครดิตยูโอบี วีซ่า มีดังนี้
บัตรเครดิตยูโอบี วีซ่า (โกลด์) รายได้ต่อเดือน 30,000 บาท ขึ้นไป อายุผู้สมัครบัตรหลัก 20 – 60 ปี บัตรเครดิตยูโอบี วีซ่า (คลาสสิก) 15,000 บาท ขึ้นไป ผู้สมัครบัตรเสริม 18 – 65 ปี อายุงาน/ดำเนินธุรกิจ เจ้าหน้าที่บริษัท/ข้าราชการ 1 ปีขึ้นไปเจ้าของกิจการ 3 ปีขึ้นไป
Update วันที่ 24/3/2555 By CreditOnHand

กรุงเทพฯ 15 พ.ค. – นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากนำร่อง การทดลองใช้บัตรเครดิตเกษตรไปแล้วใน 5 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา 5,522 ราย ใน 5 จังหวัด เฉลี่ยจังหวัดละ 1,000 ราย คือ เชียงใหม่ อุดรธานี สระบุรี ลพบุรี และพระนครศรีอยุธยา จากนั้นจะทยอยเพิ่มให้ครบทั้ง 77 จังหวัด ผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 3,000 ราย
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการดึงเกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้ตามเป้าหมาย 1 ล้านราย จึงได้หาทางเพิ่มผลประโยชน์จากการใช้บัตรเครดิตเพิ่มขึ้น เพราะไม่อยากให้เปิดโครงการออกมาแล้วไม่ได้รับความสนใจ ต้องหาทางแก้ปัญหาเพิ่มเติม จึงได้เจรจากับกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เมื่อใช้บัตรสินเชื่อการเกษตรซื้อน้ำมันปั๊ม 2 แห่ง ควรมีราคาต่ำกว่าท้องตลาด 5-10 สตางค์ โดยมีทั้งการยื่นแสดงบัตรแต่ซื้อด้วยเงินสด และการใช้บัตรเครดิตเติมน้ำมัน เมื่อทุกอย่างมีความพร้อม จึงเตรียมเชิญนายกรัฐมนตรีเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการในช่วงต่อไป
ส่วนการนำไปรวมกับบัตรเครดิตพลังงานของกระทรวงพลังงานนั้น คงลำบากในการตัดค่าใช้จ่ายเพราะแท็กซี่ใช้นำมันทุกวัน ขณะที่เกษตรกรใช้น้ำมันมากในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก จึงคาดว่าจะนำมารวมกันลำบาก รวมถึงการเจรจากับผู้ขายปุ๋ยเคมีรายใหญ่ 4 ราย เช่น ยี่ห้อหัววัวคันไถ เรือใบไวกิ้ง กระต่าย และมงกุฎ เพื่อให้ลดราคาปุ๋ยให้ เกษตรกรใช้บัตรเครดิตชาวนาเป็นกรณีพิเศษ เพราะลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กว่า 2.4 ล้านราย ซื้อปุ๋ยเคมีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท นับว่ามีมูลค่าสูงมาก คาดว่าภายในเดือนนี้จะได้ข้อสรุป จากเดิมกำหนดให้การใช้บัตรเครดิตใช้ซื้อสินค้าได้ 3 ประเภท คือ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และเมล็ดพันธุ์พืช โดยต้องหาทางควบคุมดูแลไม่ให้เปิดปัญหาหนี้เสียจากการใช้บัตรเครดิต
ขอบคุณข้อมูล: mcot.net ลงวันที่ 05-19-2012 by creditonhand

กรุงเทพฯ 20 ม.ค.- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานการให้บริการบัตรเครดิตประจำเดือน ม.ค.ปี 55 พบว่า ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งสิ้นรวม 1.01 แสนล้านบาท ลดลง 2.78 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 21.54 จาก 1.29 แสนล้านบาทในเดือนมกราคม 54 โดยบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์มียอดใช้จ่ายลดลงมากที่สุด ส่วนประเภทการใช้จ่ายลดลงแบ่งเป็น การใช้จ่ายในประเทศมีจำนวน 8.7 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.73 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 16.62 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า การใช้จ่ายในต่างประเทศมีจำนวน 4,690 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 93 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.95 ส่วนการเบิกเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตรมีจำนวน 9,748 ล้านบาท ลดลง 1.04 หมื่นล้านบาท หรือรร้อยละ 51.65
ทั้งนี้ บัตรเครดิตทั้งระบบในเดือน ม.ค.มีจำนวน 15.27 ล้านใบ ลดลง 5.92 หมื่นใบ หรือร้อยละ 0.39 เทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยมียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 2.19 แสนล้านบาท ลดลง 9,581 ล้านบาท เมื่อเทียบธุรกิจบัตรเครดิตกับช่วงเดียวกันปีก่อน พบว่าขยายตัวได้ดี มีจำนวนบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 1.06 ล้านใบ หรือร้อยละ 7.47 ยอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้น 1.43 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งระบบเพิ่มขึ้น 2,705 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.74 แบ่งเป็นการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น 1.20 หมื่นล้านบาท ใช้จ่ายในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 957 ล้านบาท และเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตรเพิ่มขึ้น 1.03 หมื่นล้านบาท
ส่วนยอดการให้บริการสินเชื่อบุคคลของสถาบันการเงินในกำกับ ธปท.รายงาน ว่า ในเดือน ม.ค.ปีนี้มีจำนวนบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งสิ้น 8.82 ล้านบัญชี ลดลง 9.47 หมื่นบัญชี หรือร้อยละ 1.06 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และบัญชีทั้งหมดมียอดสินเชื่อคงค้างทั้งสิ้น 2.12 แสนล้านบาท ลดลง 1,500 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.70
นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า การลดลงของบัตรเครดิตดังกล่าว ไม่ได้ลดลงรุนแรงจนถึงขั้นน่าห่วง มีความเป็นไปได้ว่ายอดใช้จ่ายที่ลดลงอาจจะเป็นเพราะสินค้าที่ผลิตในตลาดยังกลับมาฟื้นตัวผลิตไม่เต็มที่ ทำให้มีสินค้าไม่เพียงพอความต้องการของตลาด และส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะผู้บริโภคยืดระยะเวลาการซ่อมบำรุงหลังน้ำท่วมออกไปก่อน เพราะความไม่พร้อมบางด้าน เช่น หาช่างไม่ได้ เป็นต้น ทำให้การใช้จ่ายโดยรวมผ่านบัตรช่วงนี้ลดลงด้วย.-สำนักข่าวไทย
Update วันที่ 19/3/2555 By CreditOnHand

กรุงไทย เป็นสถาบันการเงินที่เปิดให้บริการทางด้านการเงิน ซึ่งก็จะประกอบไปด้วย บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อ ให้กับผู้ที่ต้องการเงินเพื่อธุรกิจหรือเพื่อใช้จ่ายส่วนตัว และเมื่อปีที่ผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้ประสบปัญหาขาดทุนสูงกว่าที่คาดการ ขาดทุนสุทธิ 1.62 พันล้านบาท หรือ 6.29 บาทต่อหุ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ล่าสุด ณ เวลา 12.22 น. อยู่ที่ 16.10 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ช่วงแรกที่เปิดตลาด ถูกเทขายจากความกังวลเรื่องผลการดำเนินงานปี 54 ที่ขาดทุนสูงกว่าคาด โดย KTC ขาดทุนสุทธิ 1.62 พันล้านบาท หรือ 6.29 บาทต่อหุ้น ลดลงอย่างมากจากปี 53 ที่มีกำไรสุทธิ 224.16 ล้านบาท หรือ 0.87 บาทต่อหุ้น ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงต่ำสุดที่ 15.20 บาท และล่าสุดดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับราคาปิดวันศุกร์ (27 ก.พ.) ที่ระดับราคา 16.10 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 204.13 ล้านบาท ทั้งนี้ ราคาหุ้น KTC ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับราคา 11.80 บาทในช่วงกลางเดือนม.ค.และวิ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 17.90 บาทในวันที่ 9 ก.พ. หลังจากนั้นราคาอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โบรกเกอร์ 2 แห่งแนะนำ “ขาย” โดยให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ย
บล.บัวหลวงระบุในบทวิเคราะห์ ดังนี้ ถึงแม้ว่า KTC จะซื้อขายอยู่ที่ PBV 0.4 เท่าสำหรับปี 55 เท่านั้น แต่จากปัญหาน้ำท่วมที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานไตรมาส 4/54 และต่อไปถึงไตรมาส 1/55 ส่งผลให้เราคาดว่ายอดสินเชื่อจะลดลงและการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯน่าจะเพิ่มขึ้นสูงมาก ดังนั้น เราคาดว่าราคาหุ้นไม่น่าจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เราจึงปรับลดคำแนะนำของเราลงจากเดิมที่ “ซื้อ” เป็น “ขาย”
นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KTC เปิดเผยว่าผลประกอบการของบริษัทในปี 55 จะสามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิได้หลังงวดปี 54 ขาดทุนสุทธิเป็นจำนวนมาก โดยกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นในปีนี้เนื่องจากมีการบริหารต้นทุนที่ดีและมีการลดค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตามบริษัทยอมรับว่าไตรมาส 1/55 ผลประกอบการจะยังคงขาดทุนจากผลกระทบน้ำท่วมที่มีมาอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน แต่จะเริ่มพลิกกลับมามีกำไรตั้งแต่ไตรมาส 2/55 เป็นต้นไป เนื่องจากมีการบริหารต้นทุนที่ดีรวมถึงการลดค่าใช้จ่าย ทำให้มั่นใจว่าจะทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 56 โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ราว 650 ล้านบาท และจะครองแชมป์อันดับ 1 บัตรเครดิตในปี 57
ขณะที่ในปี 56 คาดว่าจะมีกำไรต่อเนื่องโดยตั้งเป้าไว้ที่ราว 650 ล้านบาท สำหรับรายได้รวมในปีนี้คาดว่าจะเติบโตราว 10% จากปีก่อนที่มีรายได้ 1.25 หมื่นล้านบาท ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในปีนี้ตั้งเป้าลดลงต่ำกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 4% เนื่องจากมีการจัดเก็บหนี้ในระยะเวลาที่เร็วขึ้น และพยายามป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ NPL ใหม่
ในปี 55 นั้น KTC นั้นตั้งเป้าว่า จะได้กำไรหลังจากที่ขาดทุนมาในปี 54 โดยได้ทำการบริหารการจัดการ บริหารต้นทุนที่ดีและมีการลดค่าใช้จ่าย กรุงไทยมั่นใจว่าจะกลับมาได้กำไรอย่างแน่นอน
Update วันที่ 24/3/2555 By CreditOnHand

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยจำกัด(มหาชน)หรือKBANKเปิดเผยถึงแนวโน้มของสินเชื่อขนาดใหญ่ของธนาคารในปี 2555 ว่าน่าจะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ระดับ 8-9% จากสิ้นปี 2554 มียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 3.5 แสนล้านบาทโดยจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.8-3.9 แสนล้านบาทในสิ้นปีนี้ โดยเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ปีนี้ จะอยู่ในกลุ่มพลังงาน โดยคาดว่าจะเป็นสินเชื่อด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้าราว 1.5-2.0 หมื่นล้านบาท สำหรับช่วงไตรมาส 1 ธนาคารยอมรับว่า สินเชื่อขนาดใหญ่ค่อนข้างทรงตัว แต่ยังคงอยู่ในระดับปกติ อีกทั้ง ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี แต่คาดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 -3 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ความต้องการของพลังงานไฟฟ้าเพื่อตอบสนองต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ ที่ประมาณ 5-6% ต่อปี โดยจากกำลังการผลิตในปัจจุบันที่ประมาณ 33,000 – 34,000 MW (เมกกะวัตต์) จะเพิ่มขึ้นถึง 48,000 MW ในอีก10 ปีข้างหน้าหรือหมายถึงความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มอุปทานของพลังงานไฟฟ้าเข้า สู่ระบบที่ 23,000 MW ทั้งนี้ประมาณ 4,000 MW จะมาจากการลงทุนของภาครัฐโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)และส่วนที่ เหลือ 19,000 MW จะเป็นการลงทุนของภาคเอกชนโดยคิดเป็นมูลค่าการลงทุนที่ประมาณ 1,020,000 ล้านบาท
จากแนวทางของภาครัฐที่ต้องการลดการพึ่งพิงพลังงานจากแก๊ส จาก 70% ให้เหลือประมาณ 45-50% ในช่วงเวลา 20 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน ดังนั้น ปริมาณการผลิตไฟฟ้าของภาคเอกชนจำนวน 19,000 MW จะเป็นส่วนที่เป็นพลังงานทดแทน 6,500 MW หรือคิดเป็นการลงทุนประมาณ 520,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อหักส่วนที่เป็นพลังงานทดแทนชีวมวล 2,000 MW แล้ว จะพบว่าเป็นพลังงานทดแทนประเภทพลังงานจากแสงแดด จากลม และจากน้ำ เป็นส่วนใหญ่ ที่มีโครงการที่ธนาคารประเมินความเป็นไปได้แล้วประมาณ 2,000 MW ที่มีมูลค่าลงทุนประมาณ 160,000 ล้านบาท ซึ่งทางธนาคารตั้งเป้าถือครองสัดส่วนตลาดที่ 80% ที่จะทำให้ธนาคารสามารถยืนหยัดเป็นเบอร์ 1 ของธุรกิจพลังงานทดแทนได้ โดยมีเป้าสินเชื่อเพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าวที่ประมาณ 25,600 ล้านบาท
ส่วนของพลังงานไฟฟ้าทั่วไปที่เหลือที่มีปริมาณความต้องการกำลังการผลิตเพิ่ม 12,500 MW ธนาคารได้เข้าร่วมให้การสนับสนุนประมาณ 8,000 MW โดยมีประมาณกว่า 40 โครงการที่ยังไม่สรุปผล ซึ่งทางธนาคารตั้งเป้ากินส่วนแบ่งตลาดพลังงานทั่วไปนี้ที่ 75% หรือคิดเป็นสัดส่วนการลงทุนประมาณ 180,000 ล้านบาทซึ่งน่าที่จะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของยอดสินเชื่อพลังงานส่วนนี้ ประมาณ 27,000 ล้านบาท โดยปัจจุบัน ธนาคารมีสัดส่วนการให้กู้แก่ธุรกิจพลังงานประมาณ 11% จากยอดเงินสินเชื่อรวมของธุรกิจขนาดใหญ่ โดยคาดว่าจะมีการเติบโตในปีนี้มากกว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อรวมของพอร์ ตที่ประมาณ 10 -12%’
Update วันที่ 24/3/2555 By CreditOnHand
.gif)


